SPEGNN NEWS

ทำไม ไนจีเรีย คว้าแชมป์เยาวชนมาทุกรุ่นกลับไป

ทำไม ไนจีเรีย คว้าแชมป์เยาวชนมาทุกรุ่นกลับไป
https://spegnn.com

ทำไม ไนจีเรีย คว้าแชมป์เยาวชนมาทุกรุ่นกลับไป เมื่อความสุดยอดสมัยเป็นดาวรุ่ง ไม่สามารถทำให้ทีมชุดใหญ่ของพวกเขาได้เฉิดฉาย

ในฟุตบอลระดับเยาวชน ทีมชาติไนจีเรีย ถือเป็นหนึ่งในยอดทีมของโลกที่ไม่ได้มาจากยุโรปหรืออเมริกาใต้ จากผลงานที่นับนิ้วแทบไม่หวาดไม่ไหว ทำไม ไนจีเรีย คว้าแชมป์เยาวชนมาทุกรุ่นกลับไป

พวกเขาคือเจ้าของแชมป์โลก 5 สมัยในรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี รองแชมป์โลก 2 สมัยในรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี และยังเป็นทีมจากแอฟริกาทีมแรกในประวัติศาสตร์ ที่สามารถคว้าเหรียญทองฟุตบอลโอลิมปิกมาคล้องคอได้เมื่อปี 1996 

อย่างไรก็ดี สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับทีมชุดใหญ่ของพวกเขา เมื่อผลงานที่ดีที่สุดในระดับโลก คือการผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลกเท่านั้น 

อะไรคือสิ่งกีดขวางที่ทำให้พวกเขาไปไม่สุด? ร่วมหาคำตอบไปพร้อมกับ Main Stand

คอร์รัปชั่นทำลายฟุตบอล 

ไนจีเรีย คือประเทศในเครือจักรภพ ที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษมาร่วม 109 ปี แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็เป็นหนึ่งในประเทศร่ำรวยของแอฟริกา ที่มีรายได้หลักมาจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ จากการเป็นหนึ่งในประเทศที่มีทรัพยากรทางธรรมชาติมั่งคั่งประเทศหนึ่งของโลก 

ทำไม ไนจีเรีย คว้าแชมป์เยาวชนมาทุกรุ่นกลับไป
http://google

ในปี 2019 พวกยังมีผลผลิตมวลรวมภายในประเทศที่สูงถึง 444,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 13.4 ล้านล้านบาท มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของแอฟริกา และทิ้งห่างแอฟริกาใต้ อันดับ 2 อยู่ราว 70,000 ล้านดอลลาร์ (2 ล้านล้านบาท) 

อย่างไรก็ดี อดีตอาณานิคมอังกฤษแห่งนี้ กลับเป็นประเทศที่มีสัดส่วนคนยากจนมากที่สุดของโลก จากข้อมูลขององค์กร World Poverty Clock และ สถาบันบรุกกิงส์ ระบุว่าไนจีเรียที่มีประชากรทั้งประเทศอยู่ราว 200 ล้านคน กลับมีคนที่มีรายได้ไม่ถึง 1.9 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวัน หรือราว 57.6 บาท (หากคิดเป็นเดือน จะได้ราวละ 1,800 บาท) อยู่ถึง 87 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ

สิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องเผชิญชะตากรรมเช่นนี้ก็คือคอร์รัปชั่น ไนจีเรียเป็นประเทศที่มีอัตราการเกิดคอร์รัปชั่นมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก พวกเขามีดัชนีความโปร่งใสเกือบรั้งท้ายอยู่ในอันดับ 144 จาก 180 ประเทศ 

ด้วยกฎหมายที่ย่อหย่อน เปิดโอกาสให้คนผิดได้ลอยนวล ทำให้คอรัปชั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติในทุกหย่อมหญ้าในไนจีเรีย เช่นเดียวกับวงการฟุตบอล ที่มักจะมีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นมาตลอด 

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการค้าเงินค่าจ้างโค้ช และนักเตะ ที่ขนาด สเตเฟน เคซี อดีตกุนซือทีมชาติไนจีเรีย ยังโดนเบี้ยว ทั้งที่พาทีมคว้าแชมป์ แอฟริกัน เนชันส์ คัพ เมื่อปี 2013 หรือการติดสินบนผู้ตัดสิน ที่กลายเป็นเรื่องปกติ จนทำให้ครั้งหนึ่ง เคยมีสกอร์ที่เหลือเชื่ออย่าง 79-0 และ 67-0 มาแล้ว 

“พวกเราคือปัญหาของวงการฟุตบอลในจีเรีย ทีมต้องการชนะ ผู้จัดการทีมก็รู้ว่าถ้าพวกเขาไม่ชนะ พวกเขาก็จะถูกไล่ออก โค้ชก็รู้ว่าถ้าพวกเขาทำผลงานไม่ได้ พวกเขาก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้จัดการทีมและโค้ชจึงร่วมมือกับผู้เล่น” โบลาจี โอโจโอบา เลขาธิการ สหพันธ์ฟุตบอลไนจีเรียกล่าวในงานสัมนาก่อนเปิดฤดูกาลรัฐตะวันตกเมื่อปี 2016 

“นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมสโมสรส่วนใหญ่ถึงไม่มีเงินจ่ายค่าจ้างนักเตะ แต่มีเงินไว้ปรนเปรอผู้ตัดสิน บางสโมสร ผู้จัดการทีมและโค้ชร่วมมือกับผู้ตัดสินด้วยซ้ำ มันเกิดขึ้นกับทุกสโมสร” 

หรือล่าสุดเมื่อปี 2019 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหพันธ์ฟุตบอลไนจีเรีย ที่มีทั้งรองประธาน NFF เลขาธิการ กรรมการบริหาร ได้ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดียักยอกเงินของสหพันธ์ที่ได้มากจากสปอนเซอร์ทีมชาติ การถ่ายทอดสด และเงินจัดสรรจากฟีฟ่าไปใช้เป็นการส่วนตัว 

“ผู้คนเหล่านี้กำลังทำลายฟุตบอลของเรา ด้วยการแบ่งเงินเข้ากระเป๋าส่วนตัว ที่เอาไว้ใช้เพื่อพัฒนาฟุตบอลของเรา” การา กอมเบ นายกสมาคมฟุตบอลรัฐกอมเบของไนจีเรียกล่าวกับ Score Nigeria 

“ข้อเท็จจริงชัดเจนมาก 4-5 ปีที่แล้ว พวกเขาไม่มีตัวตน แต่นับตั้งแต่ตอนนั้น พวกเขาก็มีทรัพย์สมบัติและเงินไว้จับจ่ายมากมาย พวกเขามีเงินมากมายจนถึงขนาดสามารถจัดการหรือประนีประนอมกับจ้าหน้าที่ได้” 

“มันคือแม่มดที่คอยตามล่าสมบัติของเรา แม่มดที่ล่าเงินทุน ที่มีความหมายต่อการพัฒนาฟุตบอล”

สิ่งเหล่านี้ทำให้แม้ว่าไนจีเรีย จะมีทีมเยาวชนที่แข็งแกร่งเพียงใด พวกเขาก็ไม่สามารถพัฒนาได้อย่างที่ควรจะเป็น เพราะเม็ดเงินที่นำมาพัฒนาฟุตบอลอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนกลับมาไม่ถึง และมันก็เป็นสิ่งที่คอยขัดขวางความก้าวหน้าของพวกเขา 

“ความสำเร็จมักจะเป็นเหตุบังเอิญในไนจีเรียและแอฟริกา” อาบิโอลา คาซีม นักข่าวของไนจีเรียกล่าวกับ Guardian 

“ในต่างประเทศ มันมักจะมีระดับขององค์กรหรือโครงสร้างเพื่อเกมการแข่งขัน แต่ที่นี่มันไม่มีทั้งกลยุทธ์หรือแบบแผน มันเป็นเพราะพรสวรรค์ของผู้เล่น ทำให้ทีมกีฬาแอฟริกาประสบความสำเร็จ ทั้งๆ ที่มีความสับสนวุ่นวาย” 

ทว่า พวกเขายังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเหมือนมะเร็งร้ายคอยกัดกิน

โกงอายุ 

แม้ว่าไนจีเรีย จะเป็นเจ้าของแชมป์โลกในรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปีถึง 5 สมัย และผ่านเข้าชิงชนะเลิศถึง 8 ครั้ง หรือเกือบครึ่งหนึ่งของการแข่งขัน รวมไปถึงคว้ารองแชมป์โลกอีก 2 ครั้งในรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี แต่ความสำเร็จของพวกเขา ก็เต็มไปด้วยความคลางแคลงใจจากเรื่องอื้อฉาว “โกงอายุ”  

ข้อสงสัยเกี่ยวกับการโกงอายุของไนจีเรียครั้งแรก ต้องย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน เมื่อพวกเขาถูกฟีฟ่าแบนจากการแข่งขันในทุกรายการเป็นระยะเวลา 2 ปี หลังพบว่าวันเกิดของนักเตะ 3 คนในทีมชุดโอลิมปิก 1988 ไม่ตรงกับที่ลงทะเบียนไว้ในทัวร์นาเมนต์ก่อนหน้า

การใช้ผู้เล่นอายุเกินในการแข่งขันระดับเยาวชน เป็นสิ่งที่ไนจีเรีย ทำมาโดยตลอด เพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติในประเทศแอฟริกา ที่ทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันตั้งแต่การแข่งขันระดับทวีป ไปจนถึงระดับโลก

“เราใช้นักเตะอายุเกินเพื่อคว้าแชมป์ในรุ่นเยาวชน ผมรู้เรื่องนั้น” แอนโธนี โคโจ วิลเลียมส์ อดีตประธานสหพันธ์ฟุตบอลไนจีเรียให้สัมภาษณ์กับ BBC 

“ทำไมถึงพูดแบบนั้น เพราะมันคือความจริง เราโกงมาโดยตลอด มันคือความจริง” 

“เมื่อคุณโกง จะทำให้คุณพรากโอกาสของนักเตะดาวรุ่งที่ควรได้ลงเล่นในทัวร์นาเมนต์นี้อย่างถูกต้องไป”

แม้ว่าฟีฟ่าจะใช้เทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) มาสแกนข้อมือเพื่อตรวจสอบอายุที่แท้จริงเป็นครั้งแรก ตั้งแต่การแข่งขันฟุตบอลโลก U17 ที่ไนจีเรียเป็นเจ้าภาพในปี 2009 แต่การโกงอายุของไนจีเรีย ก็ยังมีอยู่มาโดยตลอด 

ในปี 2013 พวกเขาต้องเสียนักเตะคนสำคัญหลายคนในการแข่งขันฟุตบอลโลกรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี หลังตรวจ MRI ไม่ผ่าน ในขณะที่ปี 2018 พวกเขาต้องส่งนักเตะจากชุด U17 ถึง 15 คนกลับบ้าน หลังพบว่าอายุเกิน ก่อนลงแข่ง แอฟริกัน เนชั่นคัพ U17 รอบคัดเลือกที่ไนเจอร์ 

และมันคือเหตุผลว่าเหตุใด นักเตะไนจีเรีย ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในระดับเยาวชน กลับไม่สามารถทำผลงานได้ดีนักในทีมชุดใหญ่ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของคือกรณีของ เฟมี โอปาบุนมี กองหน้าทีมชาติไนจีเรีย ชุดรองแชมป์โลก U17 เมื่อปี 2001 

โอปาบุนมี คือหนึ่งในนักเตะที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นของรายการ เขายิงไปถึง 5 ประตู และพาไนจีเรีย เข้าชิงชนะเลิศได้สำเร็จ แม้ว่าสุดท้ายจะพ่ายต่อทีมชาติฝรั่งเศสในนัดชิง แต่เขาก็ถูกดันขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ในปีต่อมา 

รองดาวซัลโวฟุตบอลโลก U17 2001 ยังถูกหนีบไปเล่นฟุตบอลโลกในปี 2002 ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ และทำสถิติกลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์ที่ได้ลงเล่นในฟุตบอลโลกหลังถูกส่งลงสนามในเกมพบอังกฤษ 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *