SPEGNN NEWS

5 สิ่งที่เราได้เรียนรู้หลัง พรีเมียร์ลีก Matchday12

5 สิ่งที่เราได้เรียนรู้หลัง พรีเมียร์ลีก Matchday12
https://spegnn.com

5 สิ่งที่เราได้เรียนรู้หลัง พรีเมียร์ลีก Matchday12 เรียกได้ว่าเป็นสัปดาห์ที่มีอะไรเกิดขึ้นมากมาย และเป็นสัปดาห์สุดท้ายก่อนพักเบรกทีมชาติ ครั้งสุดท้ายของปีนี้ โดยหลังจากนี้ จะมีการพักเบรกทีมชาติกันอีกทีก็เกือนมีนาคมปีหน้าเลย 

5 สิ่งที่เราได้เรียนรู้หลัง พรีเมียร์ลีก Matchday12 แน่นอนว่าสัปดาห์นี้ ยังมีทีมที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมต่อเนื่องหลายทีม แต่ทีมที่ทำผลงานได้น่าผิดหวังต่อเนื่องก็มีอยู่อีกจำนวนหนึ่งเช่นกัน นั่นเองที่นำมาสู่เรื่องราวต่าง ๆ

ที่จะเล่าต่อไปในบทความนี้ แต่ก่อนอื่นต้องแสดงความยินดีกับแฟน ๆ “หงส์แดง” ด้วย ที่พวกท่านเข้าใกล้พรีเมียร์ลีก ครั้งแรก ไปอีกก้าวแล้ว ที่เหลือก็แค่ต้องรักษาผลงานต่อไปให้ต่อเนื่องเท่านั้น

และนี่ คือ 5 เรื่องราวที่เราเรียนรู้จากเกมพรีเมียร์ลีก สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

d69http://ddgoogle

เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เริ่มต้นฤดูกาลด้วยการเป็นเต็งหนึ่งที่จะตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก แม้พวกเขาจะขึ้นชั้นมาในฐานะทีมอันดับที่ 2 ของเดอะแชมเปี้ยนชิพ ฤดูกาลก่อน แต่ด้วยความที่ทีมไม่มีสตาร์…อันที่จริงอย่าว่าสตาร์เลย นักเตะหลายคนในทีมของพวกเขาเมื่อขึ้นชั้นมา ถ้าเข้าไปไล่ดูก็ต้องมีร้องว่า “ใครวะ?” กันบ้างแหละ

แต่เมื่อผ่าน 12 เกม ทีมของ คริส ไวลเดอร์ เรียกได้ว่า บินต่ำกว่าเรดาร์ของจริง พวกเขาเล่นบอลเป็นระบบ แถมเล่นกันอย่างมีระเบียบวินัยดีเยี่ยม ทำให้ตอนนี้ “ดาบคู่” เสียประตูน้อยที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของลีก โดยเสียไปแค่ 9 ประตูเท่านั้น มีแค่ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่เสียประตูน้อยกว่าพวกเขา และแน่นอน ด้วยผลงานความ “เหนียว” ระดับนี้ ทำให้ “เชฟยูฯ” ปีนขึ้นมารั้งที่ 5 ในตารางคะแนนเรียบร้อย โดยมีอันดับดีกว่าอดีต “บิ๊กซิกซ์” อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด, อาร์เซนอล และ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ด้วยซ้ำ

ปัญหาคลาสิกของทีมเล็ก ๆ หรือ ทีมน้องใหม่แบบนี้ คือการยืนระยะรักษาฟอร์มดีให้ต่อเนื่องไม่ค่อยได้ แต่ถ้าทำได้ล่ะก็ อย่าว่าแต่หนีตกชั้นเลย ฟอร์มแบบนี้ ลุ้นไปเล่นสโมสรยุโรปยังได้เลย!

ความสำเร็จครั้งสำคัญก่อนเดินหน้าเข้าสู่พายุของ ลิเวอร์พูล

เจอร์เกน คล็อปป์ ให้สัมภาษณ์หลังเกมพรีเมียร์ลีก ที่เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ว่า พวกเขา “ต้องการทุกคะแนน” เพราะหลังจากนี้ มีบททดสอบสุดโหดรอทีม “หงส์แดง” แบบยาว ๆ ราว 6 สัปดาห์ อันเป็นเหตุผลมาจาก โปรแกรมการลงเล่นที่ชุกสุด ๆ

หลังจากกลับมาจากพักเบรกทีมชาติ “หงส์แดง” ต้องลงเล่น 14 นัด ในเวลา 42 วัน ซึ่งหมายความว่า โดยเฉลี่ยแล้ว พวกเขาต้องลงเล่น 1 นัด ทุก ๆ 3 วัน และใน 14 นัดที่ว่า มีเกมยากแน่ ๆ รออยู่ 3 นัด คือการเจอนาโปลี ในยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก, ไปเยือน เลสเตอร์ ซิตี้ ในพรีเมียร์ลีก และเปิดบ้านรับทีม “โคตรเหนียว” อย่าง เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด

ซึ่งถ้าพวกเขาผ่านบททดสอบนี้เข้าสู่ปีใหม่ได้ด้วยตำแหน่งผู้นำ โอกาสคว้าแชมป์คงสดใสเหมือนฟ้าหลังฝน แต่ก่อนหน้านั้น พวกเขาต้องผ่านพายุฝนอันยาวนานลูกนี้ให้ได้เสียก่อน

เจ้าหนูแบรนดอน วิลเลียมส์ กับความน่าประทับใจในการประเดิมสนาม

ผลงานการลงสนามเป็นตัวจริงนัดแรกของเจ้าหนู แบรนดอน วิลเลียมส์ วัย 19 ปี กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมเอาชนะ ไบรจ์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน ต้องเรียกว่า “สอบผ่าน” แบบไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะผลงานในครึ่งแรก ที่ “นกนางนวล” จ้องจะรับน้องไปเจาะใส่ทางเขาอย่างเดียว แต่ก็เจอฟูลแบ็คหมายเลข 53 คนนี้ “เอาอยู่หมด”

วิลเลียมส์ เข้าแท็กเกิล 3 ครั้งในครึ่งแรกของเกมที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด และแย่งบอลได้ทั้งหมด ขณะที่สถิติตลอดเกม เขาแท็กเกิลพลาดแค่ครั้งเดียวเท่านั้น และโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น ทั้งที่เพิ่งได้ลงเล่นเป็นนัดที่ 3 ในศึกพรีเมียร์ลีกเท่านั้น แถมสองนัดก่อนหน้า เวลาลงสนามรวมกันเพียง 10 นาที

ถึงจะเล่นเกมรับได้อย่างแข็งแกร่ง แต่เขาอาจจะต้องพัฒนาเรื่องการเติมเกม และ เปิดบอลอยู่บ้าง ทว่าถ้าเขายังมีเวลาเรียนรู้และพัฒนาอีกมากทีเดียว

เลสเตอร์ ซิตี้ กับดาราสมทบระดับท็อป

สปอร์ตไลท์ฉายแสดงไปที่ เจมี วาร์ดี้ ที่ทำประตูกับ เลสเตอร์ ซิตี อย่างต่อเนื่อง และครองตำแหน่งดาวซัลโวในปัจจุบันหลังทำไป 11 ประตู หรือ เจมส์ แมดดิสัน ที่มีส่วนสำคัญกับเกม และยังช่วยยิงประตูย้ำชัยในเกมเอาชนะ อาร์เซนอล 2-0 ด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่า บทบาทของทั้งคู่ในช่วงหลังกับทีม “จิ้งจอก” นั้นโดดเด่นจริง ๆ

แต่ยังมีนักเตะอีกส่วนที่สปอร์ตไลท์ อาจไม่ได้จับจ้อง แต่ก็โชว์ฟอร์มโดดเด่นไม้แพ้กัน และเป็นนักเตะที่มีส่วนสำคัญกับชัยชนะของเลสเตอร์ ซิตี ในระยะหลัง จนทำให้ทีมปีนขึ้นมารั้งที่ 2 ของตารางในตอนนี้ อย่าง วิลฟรีด เอ็นดิดี้, ยูรี ทีเลมองส์ และ ฮาร์วีย์ บาร์นส์

ความเปลี่ยนแปลงที่อาจมาถึง

การมาถึงของช่วงพักเบรกทีมชาติ อาจจะนำมาสู่การ “ปลดโค้ช” ก็เป็นได้ แบบที่เกิดขึ้นกับ ฆาบี กราเซีย แห่งทีมวัตฟอร์ดในช่วงต้นเดือนกันยายน และแทนที่ด้วย กีเก ซานเชซ ฟลอเรส กุนซือคนปัจจุบัน

โดยปัจจุบันกุนซือที่อาจจะเข้าข่าว “ปลิว” ได้ในเบรกทีมชาติคราวนี้ ตัวเต็งมีชื่อของ ราล์ฟ ฮาเซนฮุตเทิล ผู้จัดการทีม เซาธ์แฮมป์ตัน เป็นอันดับ 1 และตามมาติด ๆ ด้วย อูไน เอเมรี เฮดโค้ชแห่งอาร์เซนอล ก่อนจะมาเป็น มานูเอล เปลเยกรินี แห่งเวสต์แฮม, มาร์โก ซิลวา จาก เอฟเวอร์ตัน และ ดาเนียล ฟาร์เก ของ นอริช ซิตี ตามลำดับ

สนับสนุนข่าวโดย UFABET | UFASTAR | OFFICIAL | UFASTAR | UFA1688 |SLOTXO


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *