SPEGNN NEWS

ยากมากจากสิ่งที่ได้เห็นในช่วง 40 นาทีแรกของเกมที่แอนฟิลด์

ยากมากจากสิ่งที่ได้เห็นในช่วง 40 นาทีแรกของเกมที่แอนฟิลด์
https://spegnn.com

ยากมากจากสิ่งที่ได้เห็นในช่วง 40 นาทีแรกของเกมที่แอนฟิลด์ ความจริงมันไม่ควรจะเป็นเกมที่ยากหรือเหนื่อยมากนักจากสิ่งที่ได้เห็นในช่วง 40 นาทีแรกของเกมที่แอนฟิลด์

ถึงจะปรับผู้เล่นมากถึงครึ่งทีมแต่ลิเวอร์พูล ดูเหนือกว่าเกงค์ในทุกกระบวนท่า ไม่ว่าจะรับหรือรุก ไม่ว่าจะด้วยพละกำลัง หรือประสบการณ์ ยากมากจากสิ่งที่ได้เห็นในช่วง 40 นาทีแรกของเกมที่แอนฟิลด์

ระดับความห่างนั้นมากพอที่ผู้บรรยายภาษาอังกฤษจะอดพูดถึงไม่ได้เมื่อเห็นสถิติปรากฏที่หน้าจอว่าลิเวอร์พูล มีโอกาสในการลุ้นทำประตูมากถึง 13 ครั้งโดยที่เกงค์ ไม่มีโอกาสเลยแม้แต่หนเดียว แม้ว่าเจ้าบ้านจะได้ประตูนำแค่ลูกเดียวจากจินี ไวจ์นาลดุม ในช่วงต้นเกมก็ตาม

ยากมากจากสิ่งที่ได้เห็นในช่วง 40 นาทีแรกของเกมที่แอนฟิลด์
http://google

อย่างไรก็ดีฟุตบอลเป็นเกมที่คาดเดาอะไรไม่เคยได้ และไม่มีอะไรที่ง่ายขนาดนั้นในเกมระดับแชมเปียนส์​ ลีก ซึ่งแม้จะเป็นทีมระดับแชมป์เก่าอย่าง “หงส์แดง” พวกเขาก็สามารถพลาดสะดุดได้เหมือนกัน

ากลูกครอสที่เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ช่วยสกัดเอาไว้เส้นยาแดงผ่าแปด แต่ในจังหวะลูกเตะมุมต่อมา แม้เจมส์ มิลเนอร์จะพยายามกระโดดเข้าขวางแล้วแต่การทะยานขึ้นโขกกลางอากาศที่เสาแรกของ อัลลี ซามัตตา นั้นหนักแน่นเกินกว่าจะหยุดได้

สำหรับเกงค์ มันคือการจุดประกายความหวัง

สำหรับลิเวอร์พูล มันคือการเสียประตูอีกครั้ง และดูเป็นการเสียประตูที่ดูเหมือนง่ายอีกครั้ง

มากกว่านั้นคือการทำให้ทีมตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากโดยไม่จำเป็น จากที่เล่นอย่างสบายๆ สง่าผ่าเผยก็ต้องตั้งรับเกมรุกของเกงค์ ที่กลายเป็นคนละทีม

ดีที่เมื่อกลับมาลงสนามครึ่งหลัง พวกเขาใช้เวลาไม่นานในการทำประตูขึ้นนำอีกครั้งจากอเล็กซ์ อ๊อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ที่ทำประตูที่ 4 ในรอบ 4 นัดหลังสุด (และเป็น 3 ประตูกับเกงค์)

แต่ปัญหาเดิมยังอยู่ เมื่อเกมรุกขาดความเฉียบคม มันทำให้ไม่สามารถหักแขนเชือดคอคู่ต่อสู้ให้ตายคาที่ได้ และสิ่งที่ตามมาคือเกงค์ ยังมีความหวังและความเชื่ออยู่ลึกๆ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาก็สามารถสู้ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ดีมากพอจนทำให้ลิเวอร์พูล ต้องหัวซุกหัวซุน โดยเฉพาะในช่วง 10 นาทีสุดท้ายของเกมที่ต่างฝ่ายต่างเปิดโหมด gung-ho แลกกันคนละหมัดอย่างน่าเสียวไส้

ประสบการณ์ทำให้หงส์แดงประคองตัวและเก็บชัยชนะนัดนี้มาครองได้ และส่งเกงค์ตกรอบสนิท

สำหรับค็อปชน สิ่งที่พวกเขาน่าจะดีใจคือการที่ได้เห็นสัญญาณที่ดีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการกลับมาเข้าฟอร์มของ “แชมโบ” และการที่สามารถเล่นในบทตัวทำเกมในแดนบนได้อย่างมีสีสัน, การพัฒนาของดิวอค โอริกิ ที่เวลานี้น่าจะเป็นช่วงที่ฟอร์มของเขาดีที่สุดกับลิเวอร์พูล และตอนนี้ดีพอที่จะสามารถขึ้นมาสลับกับ 3 ประสาน SMF ได้แล้ว, ความร้อนแรงของ เทรนต์ อาร์โนลด์, จังหวะเซฟสวยๆของอลีซง ที่เริ่มกลับมา, การมีส่วนร่วมกำหนดจังหวะเกมของ นาบี เกตา

รวมถึงการที่ได้เห็น เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ขยับดันเกมขึ้นมาเป็นตัว “พาวเวอร์เพลย์” จนถึงกรอบเขตโทษเกงค์ในหลายจังหวะ ซึ่งเป็นการ “ลองของ” ที่คล็อปป์ สั่งมาในเกมนี้

อย่างไรก็ดีก็มีจุดที่น่ากังวลเช่นกัน

เกมรับนั้นชัดเจน ปีนี้ลิเวอร์พูล เสียประตูง่ายมากและพวกเขาเก็บคลีนชีทไม่ได้เลยนับตั้งแต่เกมกับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด (ที่สาหัสสากรรจ์) และในฤดูกาลนี้พวกเขาเก็บคลีนชีทได้เพียงแค่ 3 นัดเท่านั้นโดยนอกจากเกมกับ “ดาบคู่” ก็มีเพียงเกมกับ เบิร์นลีย์ ในปลายเดือน ส.ค. และเกมลีก คัพ กับเอ็มเค ดอนส์

จุดที่น่าคิดต่อมาคือในฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูล มักจะเฉือนชนะคู่แข่งอย่างหวุดหวิดด้วยผลต่าง 1 ประตู

ในพรีเมียร์ลีก 6 นัดหลังสุด พวกเขาชนะ 5 ก็จริงแต่เป็นการชนะด้วยผลต่าง 1 ประตู และเป็นสกอร์ 2-1 ถึง 4 ครั้ง ส่วนในแชมเปียนส์ ลีก มีเพียงแค่เกมเยือนเกงค์ เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนที่ชนะด้วยสกอร์ขาด 3 ลูก

จริงอยู่ที่การชนะก็คือการชนะ และชัยชนะมันสวยงามเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดถึงหลายนัดที่พวกเขาพลิกสถานการณ์ในนาทีวิกฤติกลับมาได้อย่างเหลือเชื่อ 

แต่ในเวลาเดียวกันมันอาจเป็นการเตือนทางอ้อมถึงเรื่องประสิทธิภาพของเกมรุก และความเปราะบางของเกมรับ

คล็อปป์ ยืนยันว่าเรื่องนี้เขาและทีมงานรู้และไม่ได้มองข้าม เพียงแต่ทุกประตูที่เสียไปนั้นเกิดใน “สถานการณ์ที่แตกต่างกัน” ซึ่งต้องทำการบ้านเพื่อทำให้ทีมกลับมาแข็งแกร่งเหมือนในฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งพวกเขาประสบความสำเร็จได้ด้วยพื้นฐานของเกมรับที่เหนียวแน่น

ให้ความยุติธรรมกับลิเวอร์พูล การต้องเสียอลีซง ไปร่วม 2-3 เดือนก็มีผลมากครับ เช่นกันกับการขาดหายของโจเอล มาทิป ขณะที่การหมุนเวียนผู้เล่นนั้นส่งผลต่อทีมอยู่แล้วไม่มากก็น้อย และลิเวอร์พูล ก็ไม่มีทางเลือกอื่นเพราะไม่มีทางจะใช้ทีมชุดเดิมได้ทุกนัดอยู่แล้ว

เพียงแต่ในช่วงก่อนเกมสำคัญที่อาจเป็นจุดพลิกผันหรือชี้เป็นชี้ตายในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก รายการยอดปรารถนาของพวกเขา การเผยจุดอ่อนแม้เพียงเล็กน้อยต่อทีมอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี และเป๊ป กวาร์ดิโอลา ก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำนัก

เพราะต่อให้เป็นเลือดเพียงหยดเดียว นักล่าอย่างซิตีก็พร้อมจะเข้าขย้ำเสมอ

อาจจะดูเหมือนคิดมากแทนคล็อปป์

แต่ในการศึกกับคู่ต่อสู้ที่โหดเหี้ยมแบบนี้คิดน้อยกว่านี้ไม่ได้จริงๆครับ

ตำนานของ Liver Bird เริ่มจากนกอินทรี

แต่จริงๆแล้ว ตราสัญญาลักษณ์สโมสรลิเวอร์พูล นั้นคือนก Liver Bird ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำเมือง Liverpool ที่เป็นเมืองอุตสาหกรรมหนักตั้งแต่เก่าก่อน ใช้ประกอบเรือสินค้าและเรืออื่นๆ ที่มีขนาดใหญ่

สัญลักษณ์นี้ ถูกนำมาใช้ในช่วงแรกๆ โดยพระเจ้าจอห์นโปรดให้เมือง Lerpoole (หรือ Liverpool ที่เพี้ยนมาในปัจจุบัน) ได้ปกครองตนเอง ดังนั้นจึงต้องมีตราประทับประจำเมืองเมื่อ 700 ปีก่อน ซึ่งในครั้งนั้น เชื่อว่า พยายามที่จะใช้ นกอินทรี เป็นตราสัญลักษณ์มากกว่า

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *