SPEGNN NEWS

5 สิ่งที่เราได้เรียนรู้หลัง พรีเมียร์ลีก Matchday11

5 สิ่งที่เราได้เรียนรู้หลัง พรีเมียร์ลีก Matchday11
https://spegnn.com

5 สิ่งที่เราได้เรียนรู้หลัง พรีเมียร์ลีก Matchday11 พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แมตช์เดย์ที่ 11 จบลงไปโดยที่อันดับสำคัญ ๆ ในตารางคะแนนไม่ได้เปลี่ยนแปลงมานัก

ว่า เราเรียนรู้อะไรจากพรีเมียร์ลีก สัปดาห์ที่ผ่านมาบ้าง? 5 สิ่งที่เราได้เรียนรู้หลัง พรีเมียร์ลีก Matchday11

5 สิ่งที่เราได้เรียนรู้หลัง พรีเมียร์ลีก Matchday11
https://www.highpresssoccer.com

ชัยชนะที่มาจากความตั้งใจจนวินาทีสุดท้ายของ “หงส์แดง”

นับตั้งแต่เข้าเดือนตุลาคมเป็นต้นมา ดูเหมือนว่า ลิเวอร์พูลจะขยันทำให้แฟนบอลลุ้นกันมากขึ้น ด้วยชัยชนะที่ยากลำบาก แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็เอาตัวรอดมาได้ทุกครั้ง และพักหลัง ๆ พวกเขารอดตัวด้วยสภาพจวนไปเจียนอยู่หนักขึ้นเรื่อย ๆ และล่าสุด “หงส์แดง” ก็ชนะ แอสตัน วิลลา ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ชนิดที่ เจอร์เกน คล็อปป์ เองก็ยังยอมรับว่า “คาดไม่ถึง”

การเก็บชัยชนะในช่วงท้ายเกมแบบนี้ มันไม่ได้อยู่ในเกมแพลน หรือ อยู่ในความตั้งใจของทีมอยู่แล้ว เพราะมัน “เสี่ยง” เกินไปที่จะเอา 3 คะแนนไปวางไว้กับเวลาไม่กี่นาที แต่เมื่อลิเวอร์พูล ทำได้บ่อย ๆ นั่นก็หมายความว่า พวกเขามีสมาธิอยู่กับเกมจนหมดเวลานาทีสุดท้ายจริง ๆ

นี่เป็นคุณสมบัติที่เห็นได้จากทีม “หงส์แดง” ในปีนี้อยู่เสมอ ๆ โดยเฉพาะตลอดเดือนที่ผ่านมา ซึ่งมันตอบคำถามคู่แข่งในตัวด้วยว่า ถ้าต้องการจะคว้าชัย หรือมีแต้มเหนือพวกเขา ต้องทำแบบเดียวกัน คือ มุ่งมั่นถึงวินาทีสุดท้าย เพราะ สมาธิที่หลุดไปเพียงนิดเดียวช่วงใกล้จบเกม พวกเขาสามารถเปลี่ยนเป็นประตูได้ เท่าที่เห็นก็ 5 นัดตลอดเดือนตุลาคมจนถึงปัจจุบัน

เก้าอี้ที่ไม่มั่นคงอีกต่อไปของอูไน เอเมรี

ฟอร์มที่เห็นจากเกมที่อาร์เซนอล เสมอกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน 1-1 ในเอมิเรตส์ สเตเดียม มันเหมือนการฉายภาพซ้ำจากเกมเสมอ คริสตัล พาเลซ ในสัปดาห์ก่อน หากแต่ไม่มีดราม่าขอวกัปตันทีมที่ไปแจก “ฟักแฟงแตงโม” ให้แฟนบอลก็แค่นั้น

“ปืนใหญ่” ก็ยังคงมีปัญหาแบบเดิม ๆ ทั้งเรื่องของการเล่นกันเองในสนาม การตัดสินใจ รวมไปถึงสมาธิ และความมุ่งมั่นในเกม ที่ดูเหมือนไม่ได้มาเล่นเพื่อ 3 คะแนน และ อูไน เอเมรี ก็ยังมีปัญหาแบบเดิม ๆ เช่นการจัดตัว เปลี่ยนตัว เปลี่ยนแผน และการเลือกปฏิบัติต่อ เมซุต โอซิล

แน่นอน เมื่อ สารตั้งต้นกับตัวแปรเดิม ผลลัพธ์ จึงไม่ใช่สิ่งที่จะแตกต่างจากเดิมไปได้ มันอาจจะถึงเวลาแล้วหรือเปล่า ที่อาร์เซนอล อาจจะต้องเปลี่ยน สารตั้งต้น หรือ ตัวแปร ใหม่ และถ้า เอเมรี ยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลง และยังปล่อยให้เป็นไป ฟอร์มแบบนี้ อาจจะเป็นสโมสรเองนี่แหละ ที่เปลี่ยนแปลงให้แทนเอง…เปลี่ยนแปลง ด้วยการ ปลดกุนซือ!

วันเวลาของนักล่าสีน้ำเงินมาถึงแล้ว

ทั้ง “จิ้งจอก” และ “สิงโต” เหมือนจะหาที่ทาง และ สไตล์การเล่นของพวกเขาเจอแล้วทั้งคู่ ถ้าถามว่าควรให้เครดิตใครมากกว่ากันระหว่าง แบรนเดน ร็อดเจอร์ส หรือ แฟรงก์ แลมพาร์ด คงตอบได้ยาก เพราะต่างฝ่ายต่างมีโจทย์ที่ต่างกัน แต่ที่แน่ ๆ ฟอร์มของทั้งคู่ตอนนี้ ใครเจอก็หนาว

แม้จะดูห่างไกลจาก ลิเวอร์พูล จ่าฝูงในปัจจุบันอยู่ถึง 8 คะแนน และตามหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2 คะแนน แต่ถ้าจะบอกว่าพวกเขาเขาทั้ง 2 ทีมมีโอกาสลุ้นแชมป์ ก็ไม่ผิด และที่ไม่ผิดไปกว่านั้น คือพวกเขามีผลต่อปัจจัยในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกแน่นอน ไม่ว่ากับการลุ้นแชมป์ของทีมพวกเขาเอง หรือทีมหัวตาราง 2 ทีมแรก

ความต่อเนื่อง ยังเป็นเครืองหมายคำถามของทั้ง เชลซี และ เลสเตอร์ ซิตี้ ในสายตาของแฟนบอล ว่าพวกเขาจะดีไปได้แค่ไหน แต่นั่นอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ตอบได้ง่าย ๆ ในตอนนี้ ทว่าที่ตอบได้เลยก็คือ ในสัปดาห์นี้ พวกเขาชนะคู่แข่งแบบง่ายดายกว่าทั้ง แมนฯ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล แน่นอน

วัตฟอร์ด อาจรอดยาก 

นับจาก กีเก้ ซานเชซ ฟลอเรส เข้ามารับตำแหน่ง วัตฟอร์ด ก็ยังคงไม่ชนะใครอยู่ดี ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามกับการตัดสินใจที่ปลดฆาบี กราเซีย ออกจากตำแหน่งอีกครั้ง แต่ที่น่าห่วงกว่านั้น คือพวกเขาอาจจะตกชั้นแน่นอน ถ้า ชานเชซ ฟลอเรส ยังหาทั้ง “ตัวหลัก” และ “สไตล์” ไม่เจอแบบนี้

วัตฟอร์ด มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่นเกือบทุกนัด บางส่วนอาจจะมาจากอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้น แต่อีกบางส่วนก็ไม่ใช่ เหมือนกับ ชานเซซ ฟลอเรส ยังหาแผนการเล่นที่ลงตัวของเขาเองไม่เจอ แถมที่หนักกว่า เขายังหาไม่ได้ด้วยซ้ำว่าทีมจะเล่นแผนไหน เพราตั้งแต่เขาเข้ามารับงาน แฟนบอลได้เห็นทั้ง 3-4-3, 4-3-3, 3-4-2-1, 5-3-2 และ 4-3-1-2 มาหมดแล้ว

อาจจะถึงเวลาแล้วรึเปล่า ที่ “แตนอาละวาด” ต้องหาตัวเองให้เจอได้โดยด้วย เพราะถึงแม้จะเพิ่งผ่านไปได้แค่ 11 เกม แต่ถ้ายังหาความลงตัวไม่ได้แบบนี้ “อาจรอดยาก” จริง ๆ

ด้านดี ๆ ของเรื่อง ร้าย ๆ ในกูดิสัน ปาร์ค

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ อังเดร โกเมส ที่กูดิสัน ปาร์ก ไม่มีใครอยากให้เกิด และเราในฐานะแฟนบอล ก็คงไม่อยากเห็นใครมาเจ็บหนัก หรือต้องหามออกจากสนามแบบนี้ แต่ในเหตุการณ์เดียวกัน เราได้เห็นความอ่อนโยน จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นมากมาย

เราได้เห็น เชงก์ โทซุน เข้าและ เชมุส โคลแมน เข้าไปปลอบโยน ซน ฮึง มิน ที่ดูเหมือนจะใจสลายกับภาพที่เห็น โดยเฉพาะ โคลแมน ขอเข้าไปปลอบนักเตะเกาหลีใต้ถึงในล็อกเกอร์รูมเลย ขณะที่โค้ชทั้งสองทีม ก็ต่างให้สัมภาษณ์ด้วยถ้อยคำอวยพรให้หายดี ส่งความปรารถนาดีไปให้ โกเมส เหมือนกัน 

แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะเป็นเรื่องราวที่ชวนสลดหดหู่ แต่ ความปรารถนาดีที่เราส่งให้แก่กันนั้นมันรู้สึกได้ ไม่ว่าจะเป็นจากนักบอล, โค้ช หรือ เฟล่าแฟนบอลด้วยกันเองก็ตาม และหวังว่า โกเมส จะหายกลับมาเป็นปกติ แล้วมาเล่นฟุตบอลให้พวกเราดูอีกครั้ง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *